วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

เตือนสาวก"บีบี "ระวังอาการนิ้วล็อค-ข้อมืออักเสบ จักษุแพทย์เผยแช็ตนานระวัง"บีบีวิชั่นซินโดรม"

เตือนสาวก"แบล็กเบอรี่"แช็ตถี่เป็นเวลานาน ระวังอาการนิ้วล็อค-ข้อมืออักเสบ หมอเผยปัจจุบันมีผู้มารักษามาก ระบุสาเหตุหนึ่งมาจากอาการติดบีบี จักษุแพทย์เผยเกิดโรค "บีบีวิชั่นซินโดรม"แล้ว วัยรุ่นรับเกิดอาการจริงหากใช้ต่อเนื่อง


บีบี (แบล็กเบอร์รี่) มือถือสุดฮิต ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงาน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อสารด้วยโปรแกรมแช็ตที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา และใช้ได้บ่อยครั้งตามที่ต้องการ วัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อย ยอมรับว่าติดบีบีเป็นอย่างมาก บางคนต้องสนทนาผ่านตัวอักษรในบีบีทุก 5 นาที โดยการสนทนาในแต่ละครั้งสาวกบีบีต้องอาศัยการอ่านตัวหนังสือที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งมีขนาดเล็ก และยังต้องอาศัยนิ้วกดแป้นตัวอักษรเพื่อสนทนาตอบโต้ ผลจากพฤติกรรมดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ติดบีบีแล้ว

นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เปิดเผย "มติชน" เมื่อวันที่ 12 กันยายน ว่า ปัจจุบันมีคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาข้อมือ รวมทั้งรักษาอาการนิ้วล็อคเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากการใช้งานของนิ้วและข้อมือมาก สาเหตุความเสี่ยงของโรคอาจมาจากการพิมพ์งานนาน การทำกับข้าวหั่นหมู หั่นผัก และที่น่าเป็นห่วงมากๆ ในตอนนี้คือ การพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ ขณะนี้มีคนไข้เข้ามารับการรักษาข้อมือ และนิ้วล็อควันละหลายสิบราย โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน


สาเหตุมีหลายอย่าง แต่ที่น่าห่วงคือ การใช้บีบีเพราะลักษณะการใช้งานของบีบี แป้นพิมพ์จะแคบและมีขนาดเล็กมากๆ ลักษณะการวางมือของผู้ใช้มีความลำบาก เมื่อผู้ใช้พิมพ์บ่อยๆ วันละหลายๆ สิบครั้ง อาจมีผลกระทบตามมาได้ เช่น มีอาการเอ็นข้อมืออักเสบ เวลากระดกนิ้วหัวแม่มือจะเกิดอาการเจ็บ ยิ่งใช้นานก็ยิ่งมีอาการเพิ่มขึ้น อย่างอาการเกร็งที่นิ้วตรงข้อต่อ ส่งผลให้บริเวณปลายนิ้วมีกระดูกปูดขึ้นมา เพราะมีหินปูนไปจับทำให้รู้สึกเจ็บ ส่วนบริเวณข้อมือ ตรงฝ่ามือจะมีพังผืด ถ้าใช้งานมากจะหนาตัวขึ้นและไปกดทับเส้นประสาททำให้มือชา นิ้วชา ทำให้เกิดอาการนิ้วล็อค บริเวณโคนนิ้วมือจะเจ็บ เวลากำหรือเหยียดจะลำบากในระยะแรก เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้งอและเหยียดไม่ออก


นพ.ธีรวัฒน์กล่าวอีกว่า อาการที่เกิดขึ้นกับมือและข้อมือที่กล่าวมาข้างต้นนั้น หากยังใช้งานมากเกินไป ในทุกๆ วันจะเจ็บปวดมากจนถึงขั้นต้องรักษาด้วยการฉีดยา หรือถึงขั้นผ่าตัดในที่สุด ดังนั้น ควรลดการใช้งานของบีบีหากมีอาการเจ็บที่ปลายนิ้วมือตรงข้อต่อแสดงว่าใช้งานมากไป ควรลดลงหรือปรับท่าใช้งาน และป้องกันเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดมืออยู่เสมอ ยืดนิ้วมือ หรือข้อมือ และประสานมือเหยียดออกไป หากมีเวลาให้นำมือแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายบ้างก็เป็นการบรรเทาอาการดังกล่าว

ส่วนผลกระทบต่อสุขภาพจากการเล่นบีบีในด้านอื่นนั้น นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวถึงอาการติดบีบีที่ส่งผลกระทบต่อสายตาว่า ขณะนี้มีโรค "บีบีวิชั่นซินโดรม" คือ การใช้สายตาเพ่งในสิ่งนั้นๆ นานเกิน 25 นาที จะทำให้ตาเกิดอาการล้า ปวดตา เมื่อยตา เนื่องจากแช็ตตลอดเวลา เพ่งไปที่ตัวหนังสือนานเกินไป ตาจะเริ่มแห้ง โดยเฉพาะแก้วตาดำจะแห้งจนมีอาการแสบ เคือง น้ำตาไหล และปวด อาการเหมือนโรคคอมพิวเตอร์ซินโดรม แต่ยังไม่มีรายงานทางแพทย์ว่าเกิดอันตรายจนถึงขั้นรุนแรง เพียงแค่จะแสบตา ปวดตา เมื่อนอนพักก็หายและควรเว้นระยะห่างหน้าจอกับสายตาในระยะที่มองได้ชัดที่สุด และไม่ควรแช็ตในที่มืดด้วย

นอกจากนี้ การใช้ บีบี ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงกาละเทศะ โดยเฉพาะ การใช้ บีบี ในโรงภาพยนตร์ แม้ว่า จะไม่มีเสียง แต่การที่ใช้บีบี พิมพ์ข้อความในโรงภาพยนต์ แสงสว่าง ได้รบกวนผู้ชมภาพยนตร์คนอื่นๆที่ต้องการชมภาพยนตร์ จนเกิดการโต้เถียงกันขึ้นแล้ว ดีจี จัดรายการวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 98.5 ผู้หนึ่งเสนอให้ ชะโงกหน้าไปอ่านบทความดังๆ เพราะประท้วง ความไร้มารยาทของผู้ใช้บีบีในโรงภาพยนตร์


ทางด้านกลุ่มผู้เล่นบีบี น.ส.สุพิชญา วงศ์วิทยกำจร อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ใช้บีบีมานานกว่า 2 ปี คุยกับครอบครัว เพื่อน และติดต่องาน อีกทั้งยังใช้เล่นอินเตอร์เน็ต ติดบีบีมาก เพราะสะดวกไม่ต้องโทรศัพท์ก็สามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ด้วยการแช็ต จะเล่นเฉพาะเวลาว่าง เคยเล่นนานที่สุดครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เล่นบีบียังไม่มีผลเสียอะไร แต่เพื่อนบางคนเล่นบีบีหนักมาก ตลอด 24 ชั่วโมง เดินก็เล่น กินข้าวก็เล่นทำให้เกิดอาการนิ้วโป้งชา บางคนเล่นติดต่อกันเป็นชั่วโมงจนเกิดอาการนิ้วโป้งล็อค ต้องหยุดเล่นและผ่อนคลายนิ้วจึงหาย

นายพิชญะ รัญเสวะ อายุ 15 ปี ชั้น ม.4 โรงเรียนนานาชาติบีพีเอส กล่าวว่า วัยรุ่นยุคนี้ต้องมีบีบี ถ้าไม่มีถือว่าเชย ส่วนตัวเพิ่งใช้ประมาณ 1 ปี คุยกับเพื่อนทุกวัน เพราะไม่เปลืองค่าโทรศัพท์ เสียค่าบริการเดือนหนึ่ง 300 บาทแต่แช็ตได้ไม่จำกัด แต่เวลาเล่นนานๆ มีผลเสียต่อร่างกาย เคยเล่นนานที่สุดประมาณ 40 นาที จะรู้สึกตาพร่า เบลอๆ บางครั้งเล่นขณะอยู่บนรถจะรู้สึกเวียนหัวมาก ต้องเลิกเล่นทันทีอาการจึงค่อยๆ ดีขึ้น


ไทยจ่อเลิกใช้“แบล็คเบอร์รี่”

จ่อเลิกใช้ “บีบี” ในไทย “กทช.”ถาม “ไอซีที” กรณีแบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติ หวั่นผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 ส.ค. พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)ว่า กรณีที่องค์กรกำกับกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ระงับการให้บริการ รับส่งข้อความ และการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านเครื่องแบล็คเบอร์รี่ (บีบี) ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.53 โดยครอบคลุมนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจที่เดินทางเข้าประเทศ โดยยูเออี ระบุว่า แบล็คเบอร์รี่ให้บริการเกินขอบเขตกฎหมายของประเทศ จนก่อให้เกิดความกังวลด้านสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ หากมีการทำผิดกฎหมายจะส่งผลให้ทางการยูเออีไม่สามารถเอาผิดได้ ตนจึงนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม

บอร์ด กทช.กล่าวต่อว่า จากการที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดการข้อมูลได้เมื่อต้องการใช้ข้อมูล และมีความกังวลใจว่าข้อมูลที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้งานจะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ ในส่วนของการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 90 วัน (ล็อกไฟล์) ซึ่งต้องสอบถามไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ดูแลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยที่บอร์ด กทช. มีมติให้ทำหนังสือสอบถามให้เร็วที่สุด

“ในมุมมองของไทยไม่ได้มองว่าบีบีมีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะข้อมูลที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบีบี เป็นเพียงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดใช้บีบีในการติดต่อสื่อสารกัน เหมือนกับประเทศที่ออกมาให้เรียกร้องก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้บีบีในการสื่อสาร ซึ่งไทยมีช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้งานโปรแกรมบีบี ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ซาอุดิอาราเบีย สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น จำกัด หรือริม ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ ตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดา อย่างไรก็ตามช่วงที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศไม่ให้ใช้โปรแกรมแชทของแบล็คเบอร์รี่ “ริม” ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ริมเคารพต่อกฎหมายของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก โดยยืนยันว่าข้อมูลขององค์กรธุรกิจที่รับส่งผ่านระบบแบล็คเบอร์รี่มีความปลอดภัยสูง ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้แต่พนักงานของริม เพราะแบล็คเบอร์รี่ใช้โซลูชั่น แบล็คเบอร์รี่ เอนเตอร์ไพรส์ ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเป็นจุดขายของแบล็คเบอร์รี่ในการทำตลาดภาครัฐและลูกค้าธุรกิจ

ที่มา : http://www.rssthai.com/reader.php?t=it&r=17163

เปิดตัวแบล็คเบอร์รี่ 6 โอเอสใหม่เน้นใช้ง่าย

รีเสิร์ช อินโมชั่น ประกาศเปิดตัวระบบปฏิบัติการแบล็คเบอร์รี่ 6 ระบุ เป็นสุดยอดระบบปฏิบัติการของผู้ใช้บีบี ใช้ง่ายกว่าเดิม รองรับทั้งจอสัมผัสและคีย์บอร์ด

นายไมค์ ลาซาริดิส ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น หรือ ริม ผู้ผลิต โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ กล่าวว่า ระบบปฏิบัติการแบล็คเบอร์รี่ 6 เน้นประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ทั้งแบบจอสัมผัสและแบบแป้นคีย์บอร์ด ระบบปฏิบัติการใหม่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานแบล็คเบอร์รี่ ด้านการสื่อสาร การค้นหาข้อมูล และมัลติมีเดียที่คาดว่าจะถูกใจผู้ใช้งาน โดยริมได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการแบล็คเบอร์รี่ 6 พร้อมกับการเปิดตัวแบล็คเบอร์รี่ ทอช 9800 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่

จุดเด่นของระบบปฏิบัติการแบล็คเบอร์รี่ 6 คือ มุมมองที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการกับ แอพพลิเคชั่นและคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยไอคอนต่าง ๆ จะแสดงไว้บนหน้าโฮมสกรีนหรือหน้าจอหลัก ผู้ใช้สามารถเลือกมุมมองการแสดงแอพพลิเคชั่นได้ถึง 5 รูปแบบ ผ่านระบบสัมผัส สามารถจัดการแอพพลิเคชั่นและคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะต้องการให้ไอคอนนั้น ๆ ปรากฏอยู่ที่ใด และเพิ่มข้อมูลผู้ติดต่อ หรือทางลัดหน้าเว็บได้โดยตรงบนหน้าจอหลัก

นอกจากนั้น ระบบปฏิบัติการแบล็คเบอร์รี่ 6 ยังมีระบบยูนิเวอร์แชล เสิร์ช สามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านหน้าจอหลัก หรือแบล็คเบอร์รี่ แอพ เวิลด์ ได้ทันที.

ที่มา : http://www.rssthai.com/reader.php?t=it&r=17157

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไมโครซอฟท์โว Bing พร้อมเป็นคู่แข่ง Google




Bing เว็บเสิร์ชเอ็นจิน จากค่ายไมโครซอฟท์ แถลงสัดส่วนการตลาดที่ 12.7% หลังเปิดตัวครบ 1 ปี ลั่นพร้อมเป็นคู่แข่ง Google และ Yahoo เต็มสูบ ชูกลยุทธ์ค้นหาผ่านมือถือ "พิมพ์น้อยแต่ค้นหาได้เยอะ"...

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2553 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของ Bing เว็บเสิร์ชเอ็นจินจากค่ายไมโครซอฟท์ ประกาศสัดส่วนการเติบโตของ Bing ในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น

จากข้อมูลของ ComScore บริษัทวิจัยด้านไอที พบว่า Google ครองส่วนแบ่งตลาดการค้นหาข้อมูล 62.6% Yahoo 18.9% และ Bing ได้ส่วนแบ่งตลาดการค้นหาข้อมูลเพียง 12.7% ตั้งแต่การเปิดตัวใน 12 เดือนที่ผ่านมา

ในที่ประชุมผู้บริหารของไมโครซอฟท์ได้หยิบยกประเด็นการดำเนินการต่อไปของ Bing โดยแซทยา นาเดลโล เจ้าหน้าที่ออนไลน์ของไมโครซอฟท์กล่าวว่า ขณะนี้ Bing มีสัดส่วนทางการตลาดที่ยังน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เสิร์ชเอ็นจินเป็นตลาดที่สร้างกำไรได้มหาศาล เราจึงหวังที่จะเติบโตขึ้นมากกว่านี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับไมโครซอฟท์ ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ได้ลงทุนใช้งบมหาศาลให้กับ Bing เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งในด้านการค้นหาแผนที่

จากการวิจัยของ ComScore เผยว่า ส่วนแบ่งของ Google ในตลาดค้นหาข้อมูลในอเมริกาในเดือนมิถุนายน ลดลงจาก 63.7% เหลือ 62.6% ขณะที่ Yahoo เป็นอันดับสองอยู่ที่ 18.9% เพิ่มขึ้นจาก 18.3% ในเดือน พ.ค.

เกร็ก สเตอร์ลิงค์ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเว็บไซต์ กล่าวว่า Google ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ที่ยากจะถูกคู่แข่งรายอื่นจัดการได้ ถ้า Bing อยากที่จะเป็นคู่แข่งที่สำคัญก็ต้องเติบโตให้ได้มากกว่า 30-40%

ไมโครซอฟท์ทำการเปิดตัว Bing เว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจินรายล่าสุดในเดือน มิ.ย. 2009 ภายใต้แนวคิด "การเข้าถึงที่เป็นมิตร" (consumer friendly approach) โดยให้ความสำคัญกับหัวข้อที่ได้รับความนิยม เช่น การท่องเที่ยว เอนเตอร์เทนเมนท์ ข่าวสาร แผนที่ อากาศ และการช็อปปิ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้ส่วนหนึ่งและมีบัญชีผู้ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือประมาณ 23 ล้านคนในขณะนี้

ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ประกาศว่า ในปีนี้จะโฟกัสไปที่ฟังก์ชั่นการค้นหาข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวอุปกรณ์เสริมสำหรับ iPhone ซึ่งมีใช้ในอมริกาดาวน์โหลดแล้วกว่า 4.3 ล้านคน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้พิมพ์คำที่ใช้ค้นหาน้อยลงแต่ Bing สามารถค้นหาข้อมูลได้เพิ่มขึ้น (type less and do more)

"คนจำนวนมากขับขี่รถยนต์ด้วยความรีบเร่งพร้อมๆไปกับการพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นเราจึงได้ออกแบบการทำงานให้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้พิมพ์ข้อความสั้นๆ หรือการค้นหาผ่านภาพ เสียง และการสัมผัส ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญให้ Bing เป็นผู้นำการค้นหาข้อมูลผ่านมือถือ" อีริค จอร์เกนเซน รองประธานอาวุโสด้านโทรศัพท์มือถือของไมโครซอฟท์ กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สตรีมไร้สาย HDTV ได้

รายงานข่าวล่าสุด อินเทลเดินเครื่องเต็มสูบสำหรับการผลักดัน WiDi เทคโนโลยีไร้สายสำหรับการเชื่อมต่อโน้ตบุ๊ก เพื่อสตรีมมิ่งวิดีโอไฮเดฟฯไปยัง HDTV โดยร่วมมือกับผู้ผลิตโน้ตบุ๊คเจ้าหลักๆ ในตลาด ไม่ว่าจะเป็น ASUS, Dell, HP, Lenovo, Samsung, Sony และ Toshiba ซึ่งจะทำให้มีโน้ตบุ๊คทีมาพร้อมกับเทคโนโลยี WiDi มากถึง 25 รุ่นด้วยกัน โดยจะเป็นโน้ตบุ๊คที่ทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ Intel Core i3 หรือ Core i5


สำหรับโน้ตบุ๊คที่มีการประกาศเปิดตัวล่าสุด และมาพร้อมกับ Intel WiDi Technology ก็จะมี Inspiron R (เริ่มต้นที่ 449 เหรียญฯ) ของ Dell และ Samsung R580-11 (850 เหรียญฯ) ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ Best Buy ในส่วนของผู้ทีต้องการใช้คุณสมบัติ WiDi จะต้องซื้ออะแดปเตอร์ Netgear Push2TV ที่ใช้ต่อกับพอร์ต HDMI หรือสายคอมโพสิตบน HDTV ราคาของมันอยู่ที่ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,300 บาท) หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ในอนาคต WiDi จะมาพร้อมกับ HDTV และโพรเจ็กเตอร์

นอกจากอินเทลจะผลักดันเทคโนโลยีนี้เข้าไปในโน้ตบุ๊คถึง 25 รุ่นแล้ว ทางบริษัทยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์ Intel Wireless Display 1.2 ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ ที่ทำให้คุณใช้ WiDi ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เช่น Extended Display Mode ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โน้ตบุ๊คสตรีมคอนเท็นต์ไปยัง HDTV เป็นจอที่สอง ในขณะที่ยังคงใช้โน้ตบุ๊คท่องเว็บได้ตามปกติ Remote Only Mode เป็นโหมดแชร์ภาพยนต์ทีต้องการชมบน HDTV ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด โดยโน้ตบุ๊กจะให้ความสำคัญกับการสตรีมคอนเท็นต์ไปยัง HDTV เป็นหลัก เพื่อไม่ให้มีการหน่วงของเวลาเกิดขึ้น Fast Cursor เป็นคุณสมบัติทีได้่รับการปรับปรุงให้เคอร์เซอร์ HDTV เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมไม่เกิดอาการหน่วงแบบที่เคย

ที่มา : http://www.rssthai.com/reader.php?t=it&r=16843